Facebook Pixel Code
ที่มาของซาลอน ก่อนจะกลายมาเป็นร้านทำผมในโลกแห่งความงาม

ที่มาของซาลอน ก่อนจะกลายมาเป็นร้านทำผมในโลกแห่งความงาม

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ซาลอน’ (Salon) ภาพที่หลายคนมักนึกถึง ก็คือร้านทำผมที่เต็มไปด้วยกลิ่นของแชมพู เสียงไดร์ และการพูดคุยสลับเสียงหัวเราะของลูกค้า แต่ในความจริง ความหมายดั้งเดิมของซาลอนนั้น ไม่ได้หมายถึงร้านทำผมหรือร้านเสริมสวยเลยแม้แต่น้อย แต่มีจุดกำเนิดจาก ‘พื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรม’ ที่ทรงอิทธิพลในยุโรปเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาและเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย จนกระทั่งกลายมาเป็น ‘ร้านทำผม’ ที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน

ซาลอน: จากห้องสนทนาสู่ศูนย์กลางวัฒนธรรม

คำว่า ซาลอน มีรากศัพท์มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ห้องรับแขก หรือ ห้องโถงใหญ่ในบ้าน โดยในช่วงศตวรรษที่ 17 หรือยุคสมัยใหม่ตอนต้น ซึ่งฝรั่งเศสเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของยุโรป ซาลอน หมายถึงสถานที่ที่ชนชั้นสูง โดยเฉพาะสตรีมีฐานะ จะเปิดบ้านต้อนรับแขกผู้มีการศึกษา เหล่าปัญญาชน นักคิด นักเขียน และศิลปิน มารวมตัวกันเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องศิลปะ วรรณกรรม การเมือง และสังคม ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหรูหรา สุนทรียะ และความรู้สึกของความงามในทุกมิติ ตั้งแต่การแต่งกาย การจัดห้อง ไปจนถึงการใช้ภาษา

โดยการเปิดบ้านต้อนรับแขกนี้มักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์ และมีผู้คนเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นที่ฝรั่งเศสเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วยุโรป เพียงแต่ฝรั่งเศสเป็นจุดกำเนิดและมีชื่อเสียง จึงเรียกกิจกรรมนี้ตามภาษาฝรั่งเศสว่า ซาลอน ซึ่งว่ากันว่าเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในซาลอนเช่นกัน ซาลอนจึงถือเป็นสถาบันทางสังคมและศูนย์กลางวัฒนธรรมในยุคนั้น

การเปลี่ยนผ่านจากคำว่า ‘ซาลอน’ สู่วงการความงาม

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 กลุ่มชนชั้นสูงที่เคยจัดซาลอนหมดอำนาจลง ชนชั้นนำใหม่อย่างกลุ่มชนชั้นกลางก็ไม่นิยมจัดซาลอนอีก เพราะมีพื้นที่สำหรับถกเถียงทางสังคมใหม่อย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ในช่วงเดียวกันแนวคิดเรื่องความงาม เริ่มกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ของยุโรป เช่น ปารีส ลอนดอน หรือเวียนนา สตรีชั้นสูงนิยมไปใช้บริการช่างผมเพื่อเซ็ตผม แต่งทรง และดูแลรูปลักษณ์ให้สวยงามในโอกาสต่างๆ ทำให้ช่วงนี้เอง คำว่า ซาลอง เดอ กัวฟูร์ (Salon de Coiffure) ปรากฏขึ้นในฝรั่งเศส หมายถึง ร้านทำผม หรือสถานที่ทำผม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากบรรยากาศของซาลอนยุคก่อนที่เต็มไปด้วยความงามและรสนิยมชั้นสูง

ซาลอนยุคแรกๆ ที่เปลี่ยนผ่านสู่วงการความงาม จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ให้บริการ แต่ยังเป็นพื้นที่ทางสังคม โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนข่าวสาร และแสดงตัวตนผ่านทรงผมและสไตล์ของตนเอง

ยุคทองของซาลอน

ต่อมาในปี ค.ศ.1906 คาร์ล เนสเซอร์ (Karl Nessler) ช่างทำผมชาวเยอรมัน ได้ประดิษฐ์เครื่องดัดผมถาวรสำเร็จ ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจซาลอนหรือร้านทำผมเติบโตอย่างรวดเร็ว และสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในวงการเสริมสวย โดยในยุค 1920s-1950s ถือเป็นยุคทองของซาลอน เนื่องจากมีการเพิ่มขึ้นของซาลอนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ และสตรีในเมืองใหญ่ๆ นิยมเข้าซาลอนเพื่อทำผมตามเทรนด์ของดาราฮอลลีวูด เช่น ผมทรงบ๊อบของหลุยส์ บรูคส์ (Louise Brooks) หรือทรงวอลลุ่มของมาริลีน มอนโร (Marilyn Monroe) ขณะที่ผู้ชายก็ให้ความสำคัญกับทรงผมและการโกนหนวดแบบมืออาชีพไม่แพ้กัน

ซาลอนจึงกลายเป็นพื้นที่ที่สะท้อนทั้งแฟชั่น ความงาม และสถานะทางสังคม ตลอดจนเป็นสถานที่แห่ง ‘การเปลี่ยนแปลงตัวตน’ ทั้งภายในและภายนอกจากบาร์เบอร์ช้อปสู่บิวตี้ซาลอน

ก่อนหน้านั้น ในฝั่งผู้ชายจะมีบาร์เบอร์ ช้อป (Barber Shop) ซึ่งมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ยุคกลาง โดยบาร์เบอร์หรือช่างตัดผมไม่เพียงตัดผม แต่ยังทำหน้าที่ถอนฟัน ผ่าตัดเล็ก หรือรักษาแผลด้วย จนกระทั่งอาชีพแพทย์แยกออกมาอย่างเป็นระบบ ช่างตัดผมจึงเหลือเฉพาะการตัดผม ดูแลเส้นผม และหนวดเครา

ต่อมาซาลอนในฝั่งผู้หญิงก็เริ่มเฟื่องฟูตามมา ก่อนจะแพร่หลายไปยังอเมริกาจากการอพยพของช่างทำผม และการขยายตัวของอุตสาหกรรมความงาม จนเติบโตอย่างมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในช่วงต้นศตวรรตที่ 20 มาดาม ซี.เจ. วอล์กเกอร์ (Madam C.J. Walker) หญิงชาวอเมริกัน-แอฟริกัน ถือเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจซาลอนในอเมริกา ด้วยการเปิดซาลอนฝึกอบรมช่างทำผมหญิงจำนวนมาก และเน้นการดูแลเส้นผมของสตรีผิวสี ในช่วงนี้เองที่คำว่า บิวตี้ ซาลอน (Beauty Salon) เริ่มถูกนำมาใช้ในความหมายเป็น ‘สถานที่บริการด้านความงามอย่างครบวงจร’

ซาลอนในเอเชียและประเทศไทย

นอกจากอเมริกาแล้ว ซาลอนก็ยังแพร่เข้าสู่เอเชียช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีญี่ปุ่น จีน เกาหลี เป็นประเทศแรกๆ ที่เปิดรับเทคโนโลยีและแฟชั่นตะวันตก ทำให้ซาลอนแพร่หลายและกลายเป็นสัญลักษณ์ของ ‘ความทันสมัย’ และ ‘วัฒนธรรมเมือง’

สำหรับประเทศไทย ซาลอนแบบตะวันตกเริ่มปรากฏในช่วงรัชกาลที่ 5 พร้อมกับการเปิดประเทศรับวัฒนธรรมใหม่ๆ จากยุโรป จากเดิมทีคนไทยนิยมตัดผมกันเองหรือใช้บริการช่างตัดผมหลวง แต่เมื่อสังคมเปิดรับแฟชั่นสมัยใหม่ ซาลอนหรือร้านทำผมสไตล์ยุโรปก็เริ่มเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และเฟื่องฟูอย่างมากในยุค 2500-2520 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้หญิงไทยนิยมทำผมทรงฟู ดัดลอน หรือเกล้าแบบดารา ส่วนผู้ชายก็มีทรงผมยอดนิยมอย่างทรงนักเรียนฝรั่ง หรือทรงอเมริกันเกรียน แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของซาลอน สู่การเป็นพื้นที่แสดงออกของความสมัยหม่และรสนิยมของคนเมือง

ซาลอนในโลกแห่งความงามยุคปัจจุบัน

ท่ามกลางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ซาลอนเองก็ได้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียงร้านทำผม ไปเป็นสตูดิโอความงาม (Beauty Studio) ที่ผสมผสานเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำสีผม การออกแบบทรงผมเฉพาะบุคคล หรือการให้คำปรึกษาด้านภาพลักษณ์โดยผู้เชี่ยวชาญ

ในโลกแห่งความงามยุคปัจจุบัน ซาลอนยังก้าวต่อไปสู่ซาลอนยุคใหม่ที่เป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจผ่านสื่อออนไลน์ด้วย โดยช่างผมหลายคนกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ถ่ายทอดผลงานบน TikTok หรือ Instagram ก็ยิ่งทำให้วงการซาลอนไม่ได้เคลื่อนไหวอยู่ในโลกออฟไลน์เท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

จึงเห็นได้ว่า ก่อนจะกลายมาเป็นร้านทำผมในทุกวันนี้ ซาลอนได้เดินทางผ่านการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยมาอย่างยาวนานทีเดียว…

สำหรับช่างตัดผมหน้าใหม่ที่อยากเปิดกิจการร้านซาลอน แต่ยังไม่รู้พิกัดเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ดูแลผมสำหรับซาลอน สามารถแวะชมและสั่งซื้อได้ที่ ร้านเสรีชัยบิวตี้ 438/16, 438/30 ถนนราชวิถี แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ โทรศัพท์ : 02 643 5480 หรือเว็บไซต์ www.sereechaibeauty.com

Tags

เลือกจากหมวดหมู่

เรื่องน่ารู้

ฮวงจุ้ยร้านเสริมสวย ทำอย่างไรให้รวย

ฮวงจุ้ยเป็นศาสตร์ที่เก่าแก่ของจีน มีความหมายว่า "อยู่อาศัยให้สอดคล้อง" คำว่า "ฮวงจุ้ย" มาจากคำว่า ลม(ฮวง) และน้ำ(จุ้ย) ฮวงจุ้ยอาศัยหลักการของการไหลเวียนของพลังงานบนผืนโลก(พลังซี่) โดยพื้นฐานก็คือการสร้างสมดุลย์ระหว่างลมกับน้ำ โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญนักพยากรณ์ฮวงจุ้ย ซึ่งสามารถอ่านพลังงานของชี่และแหล่งที่มาของชี่ให้ออกเพื่อเสริมการนำเข้าหรือปิดกั้นให้ชี่ที่ดีสามารถเข้าได้และถ่ายเทชี่ที่เสีย สำหรับร้านเสริมสวยก็เหมือนกับที่อยู่อาศัยหรือบริษัทห้างร้าน หากเรารู้ฮวงจุ้ย ก็จะเสริมให้กิจการ